Scoop 3 คะแนนจากชายฝั่งตอนใต้

 

เป็นชัยชนะที่ได้มาแบบหืดจับแต่มันคือ 3 คะแนนที่มีค่าอย่างมากทั้งในแง่ของอันดับ และความมั่นใจที่ทุกคนในทีมได้รับกลับออกมาจาก ไวทาลิตี้ สเตเดียม
 
เป็นอีก 1 เกมที่พลพรรคปิศาจแดงเริ่มต้นได้อย่างล่าช้าและน่าอึดอัด ส่งผลให้ บอร์นมัธ มีโอกาสหวาดเสียวก่อนจะได้ประตูออกนำไปตั้งแต่ 11 นาทีแรกของเกม หลังจากนั้นเจ้าบ้านดูฮึกเหิมและเดินหน้า พร้อมกับมีโอกาสที่จะบวกเพิ่มอีกหลายครั้ง ดีที่ยังขาดๆเกินๆ หรือไม่ก็ตรงตัว ดาบิด เด เคอา ที่ช่วยทีมได้อย่างมากมาย
 
เรื่องนี้ทำเอา โชเซ่ มูรินโญ่ นายใหญ่ผีแดงหัวเสียและงงว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกทีมของตนเองในช่วงเริ่มต้น
 
นายใหญ่ชาวโปรตุเกสเผยหลังจบเกมว่าเขาแทบไม่อยากเชื่อกับผลงานช่วงต้นเกมที่ออกมาและโชคดีมากที่ครึ่งแรกสกอร์กลับกลายเป็นการเสมอ 1-1
 
ไม่แปลกใจที่ มูรินโญ่ จะเอ่ยแบบนั้นออกมาหลังจบเกม เพราะมันเป็นอีก 1 นัดที่แข้งผีแดงเล่นครึ่งแรกได้ต่ำกว่าที่คาดหวังไว้ ปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามได้โอกาสมากกว่า ทำเอาบรรดาสาวกที่ตามไปเชียร์และติดขอบจอลุ้นไม่ติดเก้าอี้
 
จุดเปลี่ยนสำคัญของเกมคือการมาได้ประตูจากจังหวะเข้าทำที่ลงตัวของ แอชลี่ย์ ยัง – อเล็กซิส ซานเชซ และมาจบที่ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล แบบลงล็อคและเข้าจังหวะ
 
พูดได้เต็มปากเลยว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของเกม เพราะจากรูปเกมที่เป็นรองอย่างมากในช่วง 30 นาทีแรก แต่พอทีมมาได้ประตูตีเสมอในช่วงก่อนหมดครึ่งแรก ทำให้สถานการณ์เรื่องจำนวนประตูไม่เป็นรอง โดยตอนนั้นเหลือเพียงแค่การเข้าไปปรับจูนเรื่องทัศนคติและแผนการเล่นในห้องแต่งตัว
 

 
และก็เป็นอีก 1 เกมที่ ปิศาจแดง กลับมาลงสนามใน 45 นาทีหลังและมีผลงานเหมือนคนละทีมใน 45 นาทีแรก
 
ปัจจัยสำคัญจากเกมที่ผ่านมาคือการเปลี่ยนตัวของ มูรินโญ่ ที่ส่ง มาร์คัส แรชฟอร์ด และ อันเดร์ เอร์เรร่า ลงมาแทน ฆวน มาต้า และ เฟร็ด
 
การปรับเปลี่ยนตรงนั้นทำให้เกมของ ยูไนเต็ด ไหลลื่นและสร้างโอกาสได้อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะ 2 สำรองที่ลงสนามมาพร้อมกับโอกาสจบสกอร์ที่มากมายกว่าพวกที่ลงเล่นในครึ่งแรกเสียอีก
 
ทั้งจังหวะของ เอร์เรร่า ที่มีโอกาสสับไก 2-3 จังหวะ รวมไปถึงลูกหวดจ่อๆของ แรชฟอร์ด ที่ติดบล็อกอย่างน่าเสียดาย (ป็อกบา ซ้ำโดนสกัดจากเส้นลูกนั้นไง) เริ่มทำให้แฟนบอลที่ตามไปเชียร์ในสนามส่งเสียงดังขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าแฟนบอลทางบ้านที่เริ่มเห็นประกาย 3 คะแนน
 
ตลอดเส้นทางก่อนจะมาได้ประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ มีจังหวะหวาดเสียวเกิดขึ้นมากมาย ทั้งโอกาสที่จะได้เฮ และจังหวะที่จะโดนเม็ด 2 (หลายครั้ง) ดีที่ ดาบิด เด เคอา ยืนถูกที่ที่ป้องกันลูกอันตรายได้หมด
 
ชัยชนะในช่วงท้ายเกมแบบนี้ช่างหอมหวาน แต่เหมือนที่ ‘จ่ามู’ กล่าวหลังจบเกมนั่นแหละว่าบางครั้งก็น่าที่จะคว้าชัยแบบสบายๆ มากกว่านี้ เพราะไม่เช่นนั้นหัวของกุนซือรายนี้คงขาวโพลนไปก่อนวัย (ไปมากกว่านี้) เป็นแน่แท้ …
 

 
สิ่งที่ให้พูดถึงจากนัดที่ผ่านมาคงหนีไม่พ้นผลงานของ อันเดร์ เอร์เรร่า ที่ได้โอกาสกลับมาลงสนามอีกครั้ง แม้จะเป็นเพียงตัวสำรอง แต่การลงมาของกองกลางชาวสเปนรายนี้ส่งผลในแง่ดีกับทีมเป็นอย่างมาก
 
บอลครึ่งแรกที่ติดขัด การจ่ายบอลที่ขาดๆเกินๆ และการเปลี่ยนจังหวะที่ทำได้ล่าช้า แต่เมื่อมี เอร์เรร่า ลงมาปักหลักในพื้นที่มิดฟิลด์ทำให้ปัญหานี้หมดไปและทำให้เกมของ ปิศาจแดง เคลื่อนที่ได้ไหลลื่นมากขึ้น
 
(หากจะมีจุดที่บกพร่องคงเป็นการเล่นเกมรับ ซึ่งจุดนี้ต้องมองไปทั้งทีม แต่การลงสนามของ เอร์เรร่า สร้างผลกระทบที่รุนแรงและดีให้ทีมอย่างมาก)
 
รวมไปถึง แรชฟอร์ด ที่ลงมาแล้วเสริมความอันตรายในแนวรุกให้กับทีม เพราะนัดที่ผ่านมาหอกวัย 21 ปีเข้าไปเล่นในกรอบเขตโทษมากขึ้น ซึ่งสามารถกดดันปราการหลังตัวกลางของ บอร์นมัธ ได้มากกว่า 45 นาทีแรก นอกจากนี้ คนที่เปล่งประกายขึ้นมาคือ ปอล ป็อกบา ที่ครึ่งหลังเมื่อทีมมี เอร์เรร่า ลงมาเก็บกวาดทำให้กองกลางชาวเฟร้นช์แมนสามารถกระชากลากทำเกมได้มากขึ้น
 
อ้อ! นอกจากสำรองสองรายแรกที่ลงไปแล้วสร้างแรงกระเพื่อมให้กับทีม เจสซี่ ลินการ์ด ที่มีโอกาสในช่วง 10-12 นาทีสุดท้ายก็ยังเป็นอีก 1 ไม้เด็ดของทีม เพราะแนวรุกรายนี้สามารถลงไปกดดันแนวรับ เดอะ เชอร์รี่ส์ และเกือบจะทำประตูชัยได้ก่อน แรชฟอร์ด เสียอีก
 
 
การได้เห็นนักเตะที่หายเจ็บกลับมาแล้วทำผลงานได้ดี ไม่ว่าจะเป็น เอร์เรร่า (ที่ได้รับคำชมอย่างมากจากกุนซือ) หรือ ลินการ์ด คงทำให้ มูรินโญ่ ยิ้มในใจว่าตนเองจะมีทางเลือกให้ใช้งานมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา
 
โดยรวมแล้ว ผลงานของ ปิศาจแดง อาจจะยังไม่คงเส้นคงว่า แต่มันก็เป็นอีก 1 เกมที่ทีมตอบสนองได้ดีในครึ่งหลังและคว้า 3 คะแนนมาครองสำเร็จ แน่นอนว่ามีสิ่งที่ต้องพัฒนา และนั่นคืองานของกุนซือและนักเตะที่ต้องไปปรับและทำกันในการซ้อม
 
ฤดูกาลยังคงดำเนินไปพร้อมกับโปรแกรมที่หลั่งไหลเข้ามา โดยเฉพาะนัดต่อไปที่ถือเป็นเกมสำคัญในการยกพลออกไปยัง ตูริน เพื่อลงเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม
 
เป็นเกมนัดสำคัญที่ต้องมีคะแนนกลับออกมา เพียง 1 คะแนนจาก อัลลิอันซ์ สเตเดียม ก็อาจจะเป็นจุดสำคัญในการพลิกให้ทีมมีโอกาสตบเท้าเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย
 
หวังว่าความมั่นใจจากเกมที่ผ่านมาจะส่งผลไปยังศึกใหญ่กับ ยูเวนตุส ที่รอจัดหนักใส่ทัพปิศาจแดง
 
ถึงจะถูกมองว่าเป็นรอง แต่หากทีมจำจังหวะในครึ่งหลังและปรับจูนครึ่งแรกให้ดีกว่าเกมที่ผ่านมาๆ โอกาสที่จะบุกไปคว้าคะแนนจาก เบียงโคเนรี่ ก็คงไม่ใช่ที่ยากเย็นอย่างที่คิด
 
วันพุธนี่เราค่อยมาลุ้นกัน …

© All Rights Reserved, Manu.in.th