Scoop เสียดาย

 

สิ้นเสียงนกหวีดที่ เดอะ บริดจ์ พร้อมสกอร์ที่จบลงด้วยสกอร์ 2-2
 
ถือเป็นบิ๊กแมตช์ประจำสัปดาห์ของ พรีเมียร์ลีก ที่เล่นกันอย่างสนุกสูสี โดยเฉพาะครึ่งหลังที่เต็มไปด้วยรสชาติและสีสันของเกม ไม่เว้นแม้แต่ข้างสนามที่ขโมยซีนช่วงท้ายไปเสียหมด
 
เหตุการณ์การปะทะระหว่าง โชเซ่ มูรินโญ่ กับทีมงานโค้ชของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ดึงดูดความสนใจของเกมในสนามแม้กระทั่งประตูตีเสมอของ รอสส์ บาร์คลี่ย์ ที่ดูจะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร
 
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวที่เกิดขึ้นจบลงด้วยดี ทั้งสองฝ่ายเคลียร์กันลงตัวและจับไม้จับมือกันหลังสิ้นเสียงหมดเวลา
 
คงเป็นอย่างที่ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ กล่าวนั่นไง อารมณ์ร่วมในเกมมันมีสูง ทั้งสองทีมต่างไม่ยอมกัน แถม เชลซี ก็มาได้ประตูตีเสมอในช่วงทดเวลานาทีที่ 6 มันจึงเหมือนการระเบิดอารมณ์สะใจของฝ่ายที่ได้ประตู
 
เกมดังกล่าวจบลงพร้อมดราม่าข้างสนาม ส่วนในสนามก็มีเรื่องราวให้คิดต่อโดยเฉพาะผลงานใน 45 นาทีหลังจอง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
 

 
เป็นอีก 1 เกมที่ลูกทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ เร่งฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมในครึ่งหลัง หลังจาก 45 นาทีแรกต้องตกเป็นรองแถมรูปเกม ทื่อๆ และปะติดปะต่อไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
 
ทุกอย่างต่างกันสิ้นเชิง ครึ่งหลังนักเตะผีแดงลงสนามพร้อมความคึกคักพยายามต่อเกมเพื่อหาจุดเปลี่ยนจนกระทั่งมาได้ประตูตีเสมอก่อนจะแซงนำได้สำเร็จ
 
สิ่งที่แฟนบอลเห็นคือการประสานงานของ 4 แนวรุกที่มีมากขึ้น โรเมลู ลูกากู ลงมาล่วงบอลและมีส่วนกับเกมโดยเป็นตัวพักและชนกับกองหลัง ไม่ต่างไปจาก ฆวน มาต้า ที่มีส่วนกับบอลมากกว่า 45 นาทีแรก แถมยังมีลูกพลิกลูกจ่ายที่กล้าเล่นมากกว่าเดิม
 
เช่นเดียวกับปีกทั้ง 2 ฝั่ง ที่พยายามคุกคามแบ็กซ้ายขวาของ เชลซี ทำให้ ปิศาจแดง เริ่มหาโอกาสจบจนกระทั่งนำมาถึง 2 ประตูจาก อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล
 
อีก 1 จุดที่สุำคัญคือการเคลื่อนที่และเคลื่อนเกมของ ปอล ป็อกบา (ที่เกมดังกล่าวลงเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับพร้อม เนมานย่า มาติช) ที่เริ่มจะดันสูงขึ้นรวมไปถึงการเล่นร่วมกันกับ มาต้า และ มาร์กซิยาล ซึ่งมีบางจังวะที่กองกลางชาวฝรั่งเศสสามารถสอดทะลุไปในพื้นที่สุดท้ายได้ด้วย (แต่น่าเสียดายที่ไม่มีจังหวะง้างไกสวยๆ)
 

 
เป็นพัฒนาการที่ยอดเยี่ยมอีก 1 เกมของขุนพล เร้ด เดวิลส์ เพราะมันสามารถกดดันทีมที่เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมและแข็งแกร่งในรังอย่าง เชลซี ให้หัวหมุนและเจอปัญหาตลอดในช่วงครึ่งหลัง
 
จุดนี้ก็ต้องชมทั้ง มูรินโญ่ ที่ปลุกเร้านักเตะรวมไปถึงแข้งผีแดงที่รวมพลังฮึดรีดฟอร์มจนสามารถแซงนำได้ในครึ่งหลัง แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือการโดนตีเสมอในช่วงท้ายเกม ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นความผิดพลาดในการเล่นเกมรับของนักเตะที่ดันไปเหม่อและไม่มีความละเอียดในการเล่น
 
จาก 3 คะแนนกลายเป็น 1 อันนี้ต้องบอกกันตามตรงว่าน่าเสียดายอย่างมากหากดูจากผลงานโดนรวมของทีมที่ทำออกมาในครึ่งหลัง
 
บางคนอาจจะมองว่าเสมอเหมือนแพ้เพราะทีมต้องมาเสีย 2 คะแนนจากการโดนยิงในช่วงท้าย บ้างบอกว่า 1 คะแนนที่สำคัญเพราะได้มากจากสนามที่ยากเย็นยามที่ ปิศาจแดง ออกไปเยือน
 
เกมที่ผ่านมานอกจากจะเห็นการทุ่มเทของแข้งผีแดงในช่วง 45 นาทีหลัง เรายังเห็นถึงการประสานงานที่มีมากขึ้นในแนวรุก
 
สิ่งนี้คือจุดสำคัญของทีม โดยตลอด 2 เกมที่ผ่านมา (ในช่วงครึ่งหลัง) ที่นักเตะของพวกเราแสดงออกมาให้เห็น
 
กระนั้นสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือการรักษาผลงานและความคงเส้นคงวาที่บรรดาแนวรุกของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะต้องสามารถรักษาและทำให้ได้ตลอดเกม
 
หากวัดกันที่ชื่อชั้นของแนวรุก ปิศาจแดง ที่มีทั้ง ลูกากู, มาร์คัส แรชฟอร์ด, มารร์กซิยาล หรือแม้แต่ อเล็กซิส ซานเชซ ก็ต้องบอกว่าไม่ได้เป็นรองบรรดาทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้, เชลซี หรือ ลิเวอร์พูล เลย แต่สิ่งที่ต่างกันคือแบบแผนการเข้าทำ, การประสานงาน และความเฉียบขาดในพื้นที่สุดท้าย
 

 
เรื่องนี้ก็เห็นด้วยกับความเห็นของ แกรี่ เนวิลล์ ที่บอกว่า ปิศาจแดง ต้องพยายามหาการเข้าทำที่เป็นเอกลักษณ์ของทีม ไม่ต้องไปเลียนแบบ ลิเวอร์พูล ที่เล่นในพื้นที่แคบๆได้ดี แต่ ผีแดง ต้องพยายามสอดประสานกันมากขึ้นรวมไปถึงการหาโอกาสให้ ลูกากู เข้าทำมากกว่านี้
 
สิ่งเหล่านี้ไปสอดคล้องกับยามที่ ลูกากู ลงสนามให้กับ เบลเยียม เขามีตัวเปิดป้อนที่ดีและมักจะมีโอกาสมากมาย ซึ่งจุดสำคัญคือหัวหอกร่างใหญ่สามารถเปลี่ยนโอกาสตรงนั้นเป็นสกอร์ได้
 
เฮีนเนฟ มองว่าหาก ปิศาจแดง สามารถหาจุดที่ลงตัวได้ในแนวรุก สิ่งที่จะตามมาคือการทำประตูรวมกันของ 4 แนวรุกที่จะไม่ต่ำกว่า 65 ประตูต่อฤดูกาล ซึ่งมันคงไม่เหนือบ่ากว่าแรงหากทุกคนเข้าฟอร์มและเล่นสอดประสานกันได้ดีกว่าที่ผ่านมา
 
นั่นคือมุมมองของ เนวิลล์ ที่มีให้กับแนวรุกของอดีตต้นสังกัด และพยายามแนะแนวเพื่อให้ทีมดีขึ้นกว่าเดิม
 
ส่วนเกมรับ (นี่เป็นความเห็นของผู้เขียน) จากนัดที่ผ่านมาถือว่าทำได้ดีพอสมควร แต่จุดที่ทำให้ทีมเสีย 2 ประตูมากจากการป้องกันลูกนิ่งทั้ง 2 จังหวะ
 
ประตูแรกชัดเจนถึงการตามประกบตัวพลาดและช้าเกินไปของ ปอล ป็อกบา แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องชมการเล่นและแผนการของ เชลซี ที่ออกแบบมาดี และมันนำมาซึ่งประตูออกนำที่สมบูรณ์แบบ
 
ไม่ต่างไปจากประตูที่ 2 แข้งผีแดงอยู่ในกรอบเขตโทษมากมาย แต่การเหม่ลอยเพียงเสี้ยววินาทีส่งให้ ดาวิด ลุยซ์ ได้โขกเหน่ง ก่อนจะนำมาซึ่งการซ้ำดาบสองและดาบสามเข้าไป
 
นั่นคือจุดที่ต้องปรับปรุง การทำงานในกรอบเขตโทษถือเรื่องที่สำคัญไม่ว่าจะเจอกับทีมเล็กหรือทีมใหญ่ เพราะมันอาจจะหมายถึงการเสียประตูและตัดสินเกมได้ทุกเมื่อยิ่งเกมนัดต่อไปที่จะดวลกับกับ ยูเวนตุส และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ความผิดพลาดในการป้องกันเพียงนิดเดียวอาจจะส่งผลเสียหายที่รุนแรง
 
แนวรุกเริ่มดีขึ้น แนวรับเองก็ต้องพยายามมีสมาธิและป้องกันในจังหวะสำคัญให้ดีขึ้น หากทุกอย่างพัฒนาและลงตัวมากกว่าเดิม ผลงานที่ดีของทีมก็จะตามมา และนั่นคือสิ่งที่แฟนบอลทุกคนต้องการจะได้เห็นจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
 
ขอบคุณข้อมูล โกสุ่ย

© All Rights Reserved, Manu.in.th