Scoop เมื่อปุ่มเวลานับถอยหลังที่ “โรงละครแห่งความฝัน” เริ่มทำงาน

 
น่าจะยังไม่ข้ามสัปดาห์ดีด้วยซ้ำที่ผมเคยหวังไว้ว่า เราจะได้เห็น สโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลมเกลียว รวมใจเดินหน้าเป็นหนึ่งเดียว เพื่อ “ทีม” จริงๆ แต่ดูเหมือนตอนนี้ทุกอย่างจะสายเกินแก้ไปซะแล้ว
 
เป็นครั้งแรกในฐานะแฟนบอลของ “ปีศาจแดง” ที่รู้สึกว่าทีมกำลังหลงทาง ไม่ใช่แค่ฟอร์มการเล่นในสนาม แต่เป็นภาพรวมทั้งหมด ทุกอย่างมันดูสับสน วุ่นวาย ย่ำแย่เกินกว่าที่จะเรียกได้ว่า มีรอยร้าว เกิดขึ้น คงต้องบอกว่ามันเป็นโพรงขนาดใหญ่เลยเสียมากกว่า
 
ใจจริงไม่ได้อยากจะมายืนชี้เป้า กล่าวโทษใคร หลายๆฝ่ายอาจจะมีส่วนผิดบ้างในบางมุม แต่คงต้องบอกเลยว่า ทุกอย่างไม่ว่าจะทั้งในหรือนอกสนาม มันเริ่มต้นจากคนๆนึง ซึ่ง คนนั้นก็คือ โจเซ่ มูริญโญ่
 
ก่อนหน้านี้ในยุคของ เดวิด มอยส์ และ หลุยส์ ฟาน ฮาล ถึงจะยี้กับผลงาน และ แท็คติกการเล่น ของพวกเขามากแค่ไหน แต่ก็ไม่มีใครเลยที่ทำให้บรรยากาศของทีมกลายเป็นแบบนี้
 
ทะเลาะกับบอร์ดบริหาร มีปัญหาทางใจกับนักเตะในทีม เป็นศัตรูกับสื่อ ผลงานในสนามเละเทะ ไม่มีตัวหลักในทีม ผมขอเรียกพฤติกรรมนี้ว่าการ “เอาไม่อยู่” ของผู้ที่เป็นดั่งแม่ทัพของทีม
 
ความพ่ายแพ้ 2 เกมติดต่อกันภายในระยะเวลาเพียงแค่ 4 วัน ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก มันแสดงให้เห็นแล้วว่า ทีมภายใต้การนำของ มูริญโญ่ นั้น ไม่มีสปิริต ของนักสู้ที่จะกลับมาให้ได้
 
ยูไนเต็ด ที่เรารู้จักกัน ใช่ว่าจะแพ้ไม่เป็น แต่การเสมอกับวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส แล้วต่อด้วยการร่วงจากลีก คัพด้วยน้ำมือของทีมที่อ่อนชั้นกว่าอย่าง ดาร์บี้ เค้าท์ตี้ แล้วยังมีหน้าเล่นรัดกุมโดยจัดหมาก 3-5-2 ในเกมที่ต้องชนะเพื่อเรียกขวัญกำลังใจกลับมาในการไปเยือน เวสต์แฮม นั้น นอกจากจะไม่มีความเป็น ยูไนเต็ด ในตัวแล้ว ต้องบอกว่า ปอดแหก อีกด้วย
 
รูปเกมก็อย่างที่เห็น เล่นแบบไร้ทิศทาง บุกไม่ขึ้น รับไม่ดี เดิมๆเหมือนที่เคยพูดถึงกันมา เพิ่มเติม คือ ความพ่อไม่เข้าใจตุ้ม ของ กุนซือชาวโปรตุกีส ที่เหมือนจะ “หลุด” ด้วยการเล่นหลัง 3 ตัว แต่ดันส่ง สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ลงในตำแหน่งกองหลัง ทั้งที่เจ้าตัวอ่อนประสบการณ์ แถมยังไม่ใช่ตำแหน่งถนัด และ มี เอริค ไบญี่ นั่งหน้าตึงอยู่ข้างสนาม !
 
ผมขอเบรคเรื่องวิเคราะห์เกมไว้ เพราะบอกตรงๆ มันไม่ควรค่าเสียเวลาให้วิเคราะห์อะไรตั้งแต่ตัวกุนซือธาตุไฟแตก วางแท็คติกอะไรแบบนี้ไปแล้ว
 
แต่ที่อยากจะพูด คือ ตอนแรกผมพยายามเหลือเกินที่จะเข้าใจ มูริญโญ่ และ เอาใจช่วยอย่างยิ่งว่าเขาจะสามารถทำได้ ปรับเปลี่ยนตัวเองให้ยืดหยุ่นขึ้น เพื่อยึดประโยชน์หลักของส่วนรวม ของทีมได้ แต่กลับกลายเป็นว่า ไม่ใช่เลย สิ่งที่เขาทำมันตรงกันข้ามกับสิ่งที่คนทั่วไปคิดกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะการกระทำหรือคำพูด
 
ให้สัมภาษณ์ แสดงออก น้อยนักที่จะคิดถึงผลกระทบ นอกจากจะใส่อารมณ์ของตัวเองเป็นหลัก ยิ่งหลังๆสถานการณ์ย่ำแย่ก็ยังไม่หยุด เหมือนราดน้ำมันเข้ากองไฟ โทษทุกคนยกเว้นตัวเอง
 
ด้านในสนามยิ่งแล้วใหญ่ ทุกวันนี้ยังหา 11 ตัวจริงที่แน่นอนไม่ได้ ไม่พอ แท็คติกการเล่นห่างไกลคำว่า นิ่ง ซึ่งจริงๆ การปรับเปลี่ยนแท็คติกตามสถานการณ์ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ปัญหาคือ ไม่ว่าจะอันไหนที่เจ้าตัวเลือกติดตั้งให้กับทีม มันก็ดูจะไม่เวิร์คไปเสียหมด
 
จากนัดล่าสุด ผมว่าหลายคนน่าจะเห็นแล้วว่า การที่มีกระแสบอก นักเตะเล่นบอลไล่กุนซือ นั้นน่าจะไม่ใช่ เพราะถ้าหากนักเตะเล่นไล่กุนซือจริง มันต้องไม่มีส่วนผสมของคำว่า ความพยายาม อยู่ในนั้น เดินทอดน่อง เดินเล่น อะไรก็ว่าไป แต่จากที่เห็น ผมว่านักเตะแต่ละคนพยายามกันแล้ว(ถึงผลลัพธ์มันจะห่วยก็ตาม) แต่ด้วยแท็คติกที่ถูกวางมา การเล่นที่ซ้อมตามคำสั่งของผู้เป็นนายใหญ่กันมาตลอดระยะเวลาหลายเดือน มันทำให้ออกมาแบบนั้น
 
ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างการที่เราแทบไม่เห็นการวิ่งทำช่อง ทำทางของทีม แมนฯยูไนเต็ด เลย ถ้าตัวกุนซือต้องการให้เล่นแบบนั้นจริงๆ ลองไม่วิ่งกันแค่สักนัดสองนัด ก็ถูกเรียกไปติว ไปเทรน ปรับกันได้แล้ว แต่นี่เราเห็นกันมาเป็นปีๆ แบบนี้มันต้องอยู่ที่คนคุมทีมชัดเจน
 
ในทางกลับกัน ผมกลับมองว่า จริงๆแล้วตอนนี้เหมือน มูริญโญ่ กำลังไล่ตัวเองออกจากตำแหน่งต่างหาก ไม่ว่านั่นจะเป็นการทำโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม
 
เพราะถ้าให้พูดกันตามตรง มูริญโญ่ ไม่ได้โนเนม เขาประสบความสำเร็จมามากมาย ในหลายลีก หลายประเทศ แล้วทำไมถึงได้ทำอะไรที่มันพอจะเห็นได้อยู่แล้วว่าน่าจะไม่เวิร์ค มากกว่าการมองหาทางอื่นที่เป็นไปได้ ซ้ำยังกระแทกแผลเดิมที่ยิ่งลึกมากขึ้นไปอีก
 
บางทีเขาอาจจะกำลังหลงทาง ไม่ก็อาจจะจมไม่ลงกับอีโก้ของตนเอง ที่คิดว่ายังไง “กูก็ถูก” และทู่ซี้เดินต่อไป หรือ เป็นแค่ช่วงเวลาพระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก อะไรก็ตามแต่
 
แต่ถึงตอนนี้ ณ เวลานี้ ไม่ว่ามันจะเป็นเพราะอะไร กับ สถานการณ์ที่เป็นอยู่
 
ผมว่าไม่จำเป็นต้องรอจนถึงจบฤดูกาลแล้วล่ะครับ
 
เพราะผมมั่นใจมากว่า ตอนนี้นาฬิกาเวลาของเขาในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดมันเริ่มเดินถอยหลังแล้ว แถมยังเหลือเวลาไม่มาก
 
เผลอๆจะอีกไม่กี่สัปดาห์ด้วยซ้ำครับ
 
 
ที่มาข้อมูล soccersuck

© All Rights Reserved, Manu.in.th