Scoop ดีกว่าเดิมหรือแย่ลง?

 
บทสรุปฤดูกาล 2017/18 ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาแล้ว นั่นคือลูกทีม โชเซ่ มูรินโญ่ ต้อง ‘ไร้ถ้วย’ ติดมือหลังจากพลาดท่าใน เอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ
 
แฟนบอลปีศาจแดงคงได้เห็นรูปเกมที่ออกมาแล้วจากเกมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทั้งสองทีมไม่ว่าจะ เชลซี หรือ ยูไนเต็ ต่างเน้นรัดกุมในช่วงแรกและอาศัยการโจมตีเร็วรอเล่นงานฝ่ายตรงข้าม และเป็น สิงโตน้ำเงินคราม ที่ทำได้ดีกว่า
 
ประตูเดียวตัดสินเกมมาจากความยอดเยี่ยมของ เอแด็น อาซาร์ ที่งัดออกมาได้ถูกจังหวะและเวลาในเกมสำคัญ บวกกับความผิดพลาดในแนวรับของ ‘ผีแดง’ ที่เจ็บแล้วไม่จำ (อีกตามเคย)
 
สัญญาณส่งออกมาตั้งแต่ช่วงต้นเกมที่พลาดให้แนวรุกของ ‘สิงห์บลู’ ได้โอกาสล่อเป้าลองส่อง ก่อนที่ ฟิล โจนส์ จะกลายมาเป็นคนที่ทำให้ทีมเสียจุดโทษ
 
คือจะมองว่า โจนส์ ไม่มีทางเลือกก็ถูก แต่หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่จังหวะก่อนหน้านั้น ปราการหลังหน้าเหวอรายนี้ควรจะจัดการกับการยืนตำแหน่งและตาม อาซาร์ ได้ดีกว่านี้
 
ไม่แปลกใจที่หลังจบเกม โจนส์ จะโดน อลัน เชียเรอร์ เชือดนิ่มๆ ชนิดที่เจ็บไปถึงทรวง
 
“ตัวการทำทีมแพ้”
 
“เฟอะฟะ”
 
“พลาดแล้วพลาดอีก”
 


 
นั่นคือสิ่งที่ตีความออกมาจากอดีตกองหน้าของ นิวคาสเซิ่ล และ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส
 
เชียเรอร์ ยังแซะต่อไปว่าหาก โจนส์ เกิดทันสมัยที่ตนเองยังคงหวดบอลในสนาม คงเป็นเรื่องหวานหมูมากหากต้องมาเจอกับกองหลังรายนี้
 
“ถ้าผมเป็นกองหน้าที่ต้องเจอกับ ฟิล โจนส์ ตลอด 90 นาที ผมจะรู้สึกมั่นใจว่า เขาจะพลาดอย่างน้อย 1 ครั้งใน ซึ่งผมสามารถโจมตีตรงนั้นได้”
 
“การจัดการร่างกายของเขาผิดไปหมด และเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่า อาซาร์ อยู่ที่ไหน เขาควรเข้าไปและเจอบอล”
 
“บ่อยครั้งมากที่ทุกๆสิ่งเกิดขึ้นในการป้องกันสุดท้ายแทนที่เขาจะอ่านเกมได้ดีกว่านี้”
 
จะว่าไปแล้วก็เป็นอย่างที่ อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษได้กล่าวออกมา ทุกเกมที่ โจนส์ ลงสนาม จะมีจังหวะผิดพลาดให้แฟนบอลได้เสียวไส้และหัวใจเต้น แต่บ่อยครั้งที่เป็น ดาบิด เด เคอา หรือเพื่อนๆตามมาเก็บ ‘ขี้’ ให้ตลอด ทว่าเกมล่าสุดมันก็เกินปัญญาของพญาวานรเพราะนั่นคือจุดโทษ
 
อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่เข้าทาง ปีศาจแดง อย่างเห็นได้ชัดคือจังหวะในพื้นที่สุดท้าย โดยเฉพาะครึ่งหลังที่มีโอกาสจะแจ้ง 2-3 ครั้ง แต่ก็ยิงติดเซฟหรือโดนบล็อกโดยแนวรับ สิงโตน้ำเงินคราม ที่ยืนกันแน่นเต็มพื้นที่
 
ปัจจัยหลักคือการไม่มี โรเมลู ลูกากู ยืนค้ำหน้าทำให้ตัวเข้าชาร์จหรือคอยกดดันแนวรับแทบไม่มี มาร์คัส แรชฟอร์ด, เจสซี่ ลินการ์ด หรือ อเล็กซิส ซานเชซ ที่เป็นสายความเร็วก็ไม่ถนัดกับจังหวะที่ว่า แถมเมื่อบรรดาแบ็กเติมขึ้นมาแล้วมีโอกาสเปิด ทว่า บ่อยครั้งเราจะเห็นพวกเขาลังเลใจ ‘เปิดดีมั้ยวะ?’ อยู่ตลอด
 

 
คือถ้าจะให้เปิดเข้าไปก็ได้อยู่ แต่ครั้นเปิดไปแล้วไม่มีเป้าใหญ่ก็ดูเหมือนจะเป็นการเปิดแบบเสียของ เพราะบ่อยครั้งแนวรับตัวกลาง 3 ตัวปิดพื้นที่และสกัดออกมาได้หมด
 
จุดนี้ต้องชมนักเตะ เชลซี รวมไปถึง อันโตนิโอ คอนเต้ ที่วางแผนได้อย่างยอดเยี่ยม มันเป็นการผสมผสานระหว่างแท็คติคและนักเตะที่ลงตัวหลังจากที่พวกเขาได้ประตูแรกที่ต้องการ
 
เราจะเห็นได้ว่านักเตะแนวรับ 5 ราย (รวมวิงแบ็ก) ลงไปกระจุกกันในเขตโทษ รวมไปถึงกองกลางอีก 3 รายที่คอยไล่พื้นที่หน้าเขตโทษไม่ให้ ยูไนเต็ด เจาะเข้าทำได้ง่ายๆ นอกจากนี้ยังมี เอแด็น อาซาร์ ที่จะคอยลงอาศัยความเร็วรอฉกและตัดบอลที่พลาดพาสวนกลับขึ้นไป
 
นั่นคือรูปแบบที่ คอนเต้ นำมารับมือกับแนวรุกของ โชเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งส่วนตัวมองว่า กุนซือชาวอิตาลีดูจะมั่นใจพอสมควรกับแนวรับของตนเอง และยิ่งไม่มี ลูกากู ทำให้การจัดการทางอากาศเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิม แถมไม่ต้องมาพะวงกับการจัดการกับความหนักหน่วงของหอกเบลเยียม
 
จำนวนเตะมุมที่มากมายแต่โอกสจะแจ้งแทบจะไม่มี กว่าจะมีก็ต้องรอให้ ลูกากู ลงมาซึ่งจังหวะนั้นหอกชาวเบลเยียมดึง อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ออกไปให้ ปอล ป็อกบา ได้โหม่งแต่ก็ดันสะบัดหลุดเสาไกล
 
แม้รูปเกมจะเหนือกว่าโดยเฉพาะครึ่งหลัง แต่ด้วยจังหวะสุดท้ายที่ไร้ซึ่งความเด็ดขาดทำให้ความปราชัยจึงบังเกิด
 


 
นี่เป็นสิ่งที่แฟนบอล ปีศาจแดง ต้องการเห็นมานานคือการที่ทีมเล่นเกมรุกบุกกดดัน แต่ท้ายที่สุดก็ทำไม่ได้เพราะมันคือสิ่งที่เรียนมาตลอดแล้วว่า ปีศาจแดง ในฤดูกาล (ยกเว้นช่วงต้นฤดูกาล) มีปัญหาในการเข้าทำจังหวะสุดท้าย จำนวนประตูที่ได้มาอาจจะดีขึ้นกว่าฤดูกาลก่อน แต่ทรงเกมหรือการทำที่ต่อเนื่องกลับไม่มีเห็นแบบบ่อยครั้ง
 
โดยเฉพาะการนำไปเปรียบเทียบกับบรรดา ‘ท็อป 4’ ต้องบอกว่าเป็นรองเยอะในเรื่องของการเจาะตาข่าย ยิ่งนำไปวัดกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยิ่งแล้วใหญ่เพราะห่างกันมากเกือบ 40 ประตู
 
หากมองแบบโลกสวยหัวใจฟรุ้งฟริ้ง ใช่ … จำนวนประตูได้-เสีย, แต้ม และอันดับในลีก ดีขึ้นกว่าเดิม แน่นอนด้วยจำนวน 81 คะแนน หากเป็นฤดูกาลอื่นๆ ปีศาจแดง คงฟาดแชมป์ ไปแล้ว
 
แต่นั่นไม่ใช่สโมสรอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องการ ‘ดีเอ็นเอ’ ของสโมสรคือการเป็นที่ 1 คำว่าที่ 2 ก็ไม่ต่างไปจากคำว่าล้มเหลว เหมือนรอบชิงชนะเลิศที่ผ่านมา
 
สิ่งดีๆ สิ่งแย่ๆ เกิดขึ้นผสมปนเปกันมากมายในฤดูกาลที่ผ่านมา
 
ความผิดหวังผ่านพ้นไปแล้ว ซึ่งสิ่งที่สำคัญกว่าคือการมองไปข้างหน้าถึงฤดูกาลต่อไป ล้มแล้วลุกดึงตัวเองขึ้นมาและพิสูจน์กันต่อไปในฤดูกาลหน้า
 
ฤดูกาลนี้อาจจะล้มเหลวในแง่ของถ้วยรางวัลหากวัดจากฤดูกาลที่ผ่านมา เพราะสโมสรอย่าง ยูไนเต็ด ความสำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับถ้วยรางวัลในแต่ละฤดูกาล
 
จุดนี้ก็แล้วแต่ที่คนจะมอง
 
แล้วสำหรับคุณล่ะคิดว่าฤดูกาลที่ผ่านมา ปีศาจแดง ดีกว่าเดิมหรือแย่ลง?

© All Rights Reserved, Manu.in.th