ไม่เชื่อในสิ่งที่ “เอ็ด”

 

เอ็ด วู้ดเวิร์ด จัดเป็นคนที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวดในชีวิตการทำงาน

 
เริ่มจาก นักบัญชี ไต่เต้าสู่ นักลงทุน นายธนาคาร ก่อนจะมีโอกาสได้รับใช้ มัลคอล์ม เกลเซอร์ มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน
 
เขาคือคนที่แนะนำให้ เกลเซอร์ ผู้พ่อ ลงทุนซื้อสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2005 

 
ไม่ใช่แค่แนะนำ แต่ วู้ดเวิร์ด ยังเป็นธุระจัดหา ตลอดจนเป็นที่ปรึกษาจนดีลสะท้านโลกลูกหนังลุล่วง
 
ปี 2007 เขาได้รับการตกรางวัลจากครอบครัวเกลเซอร์ ด้วยตำแหน่งบอร์ดระดับสูงของ “ปีศาจแดง” ที่รับผิดชอบเรื่องดีลธุรกิจต่างๆ รวมถึงการรับมือกับสื่อสารมวลชน
 

ไม่เชื่อในสิ่งที่ "เอ็ด"

 
วู้ดเวิร์ด “วิ่ง” ได้ดี โดยเฉพาะการสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นมือดีลระดับพระกาฬของวงการ สโมสรได้เงินสนับสนุนมากมายจากสินค้าทั่วโลก รวมแล้วกว่า 48.7 ล้านปอนด์
 
เขาบินไปเจรจาธุรกิจทั่วโลก สินค้าไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ตกลงเป็นสปอนเซอร์ให้ ยูไนเต็ด ไล่ตั้งแต่ ไล่ตั้งแต่ผลิตภัณ​ฑ์เครื่องกีฬานามกระเดื่อง, นาฬิกาแบรนด์เนม, รถยนต์สปอร์ต, เครื่องดื่มแอลกอฮอล, บริษัทรับพนันถูกกฏหมาย, ยางรถยนต์ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากเกาหลี หรือแม้กระทั่งขนมขบเคี้ยว
 
  ปี 2012 มีการประกาศว่า “ปีศาจแดง” ฟันเงินรายได้จากผู้สนับสนุนถึง 117.6 ล้านปอนด์ 
 
 วู้ดเวิร์ด รับความดีความชอบไปเต็มๆ และตามมาด้วยเก้าอี้รองประธานฝ่ายบริหารของสโมสร ก่อนจะได้อำนาจเต็มในการบริหารจัดการทุกสิ่งอย่างใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แทนที่ เดวิด กิลล์ ซึ่งเปิดหมวกลาเก้าอี้ ซีอีโอ ในปีถัดมา
 
เขาร้ายกาจเรื่องดำเนินการทางธุรกิจ แต่ความรู้ความเข้าใจในเกมฟุตบอลของเขา ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถาม
 
จริงอยู่ วู้ดเวิร์ด เคยเขย่าวงการฟุตบอลด้วยการกระชาก ปอล ป็อกบา กลับมาสวมชุด “เร้ด อาร์มี่” ด้วยค่าตัวอันเป็นสถิติโลก 89 ล้านปอนด์เมื่อเดือน ส.ค. 2016 จนได้รับฉายา “ลอร์ดเอ็ด” 
 

ไม่เชื่อในสิ่งที่ "เอ็ด"

 
แต่มีอยู่สองครั้ง ที่เขาก็เป็นแค่ “ไอ้เอ็ดเอ้” สำหรับแฟนผี
 
คือครั้งแล้ว กับครั้งเล่า! 
 
ตลาดนักเตะรอบแรกของเขาเมื่อปี 2013 มีนักเตะเข้ามาแค่คนเดียวคือ มารูอาน เฟลไลนี่ จาก เอฟเวอร์ตัน 
 
เดือน ก.ค. 2014 กุนซือ ยูไนเต็ด ณ เพลานั้นอย่าง หลุยส์ ฟาน กัล ถึงกับออกปากบ่นเป็นหมีอมฮอลล์รสน้ำผึ้งผสมมะนาวว่า กิจกรรมด้านการตลาดของ “ปีศาจแดง” รุงรังมากเกินไป จนอาจส่งผลต่อแผนการทำทีม
 
ฤดูร้อนของปี 2018 มีข่าวว่า วู้ดเวิร์ด ร้องขออำนาจเบ็ดเสร็จในการดำเนินการซื้อขายนักเตะที่เป็นเป้าหมาย ซึ่งจริงๆ ควรเป็นของผู้จัดการทีมอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ จนกลายเป็นปมเขม็งเกลียวภายในสโมสร
 
    ตลกร้ายคือ 8 ส.ค. 2018 หลังตลาดซื้อขายนักเตะปิดตัวไม่กี่อึดใจ เว็บไซต์ทางการสโมสรมีการประกาศดีลเป็นพันธมิตรกับวิสกี้ยี่ห้อดัง ทั้งที่ปกติแล้ว มันควรเป็นเวลาสำหรับการเปิดตัวผู้เล่นใหม่ให้แฟนๆ ได้ชื่นอกชื่นใจมากกว่า 
 

ไม่เชื่อในสิ่งที่ "เอ็ด"

 
ผลงานนัดล่าสุดของ ยูไนเต็ด ที่โดน เวสต์แฮม ทุบดิ้น ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการสโมสรทั้งองคพยพ
 
เมื่อ มาร์คัส แรชฟอร์ด บาดเจ็บจนต้องเปลี่ยนออก คนที่ก้าวเข้ามารับหน้าที่กองหน้าตัวเป้าคือ เจสซี่ ลินการ์ด มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?
 
ซัมเมอร์ที่ผ่านมา ยูไนเต็ด ปล่อย โรเมลู ลูกากู กับ อเล็กซิส ซานเชซ ไป อินเตอร์ มิลาน โดยแบกรับภาระค่าเหนื่อยส่วนหนึ่งให้ด้วย แต่กลับไม่มีการซื้อผู้เล่นเกมรุกเข้ามาสู่ทีมเลย
 
  เปาโล ดีบาล่า กับ คริสเตียน เอริกเซ่น ถูกเสนอชื่อเข้ามา แต่สุดท้ายก็เป็นแค่ข่าวที่หลอกให้แฟนผีใจเต้น เช่นเดียวกับกรณีของ เฟร์นานโด ยอเรนเต้ 
 

ไม่เชื่อในสิ่งที่ "เอ็ด"

 
ไม่ใช่แค่แนวรุก แต่แดนกลางของ ยูไนเต็ด เมื่อวันอาทิตย์ แทบไม่มีอะไรไปต่อกรกับ “ขุนค้อน” ได้เลย
 
  ฆวน มาต้า วัย 31 ยิ่งหมดแรงไวกว่าเดิมเมื่อเจอเกมที่บี้เร็วของ เวสต์แฮม ขณะที่ เนมานย่า มาติช ที่ปกติเล่นบอลช้าอยู่แล้ว ก็แทบช่วยอะไรทีมไม่ได้
 
 คิดแล้วยิ่งเจ็บปวดสำหรับแฟนผี หากเราย้อนกลับไปดูว่า คำคัดค้านของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่ไม่ยอมให้ปล่อยตัว เฟลไลนี่ เมื่อต้นปีดันถูกตีตกไป ขณะที่ วู้ดเวิร์ด รู้ตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. แล้วว่า อันเดร์ เอร์เรร่า บรรลุข้อตกลงย้ายทีมล่วงหน้าไป ปารีสฯ 
 
  ฌอน ลองสต๊าฟฟ์ ดาวรุ่งของ นิวคาสเซิ่ล ถูกติดตามผลงานนานกว่าสองเดือน แต่ที่สุดแล้ว วู้ดเวิร์ด ก็ปล่อยให้มันผ่านไปกับฤดูร้อนอีกครั้ง
 
หลักการง่ายๆ เสียตรงไหน ก็ทดแทน ดูจะไม่มีความหมายอะไรกับเขา 
 
นับๆ ดูแล้ว ยูไนเต็ด เสียนักเตะในทีมชุดแรกไปถึงหกราย โดยที่สี่คนเป็นตัวจริง แต่กลับปราศจากตัวที่ถูกนำเข้ามาทดแทน
 

ไม่เชื่อในสิ่งที่ "เอ็ด"

 
ลองจินตนาการดู หากเป็นยุค เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เรื่องราวทำนองนี้ ไม่มีวันเกิดขึ้นแน่ๆ
 
ตั้งแต่ วู้ดเวิร์ด เข้ามารับผิดชอบการซื้อขายนักเตะ เม็ดเงินจำนวนมหาศาลถึง 892 ล้านปอนด์ถูกใช้ไป แต่อนิจจา “ปีศาจแดง” เหมือนถอยหลังลงคลอง แบบมองไม่เห็นหนทางจะปีนกลับขึ้นมาได้เลย
 
ใช่, โซลชา ในฐานะโค้ชผู้วางแท็กติกต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น ณ จุดนี้ แต่คนที่ไม่ควรถูกปล่อยให้ลอยนวลอีกคือ วู้ดเวิร์ด
 
เขาเชี่ยวชาญเชิงพาณิชย์ นำเงินเข้าคลังสโมสรมากมาย แต่ปัญหาคือเขาไม่ใช่คนฟุตบอล
 

ไม่เชื่อในสิ่งที่ "เอ็ด"

 
เพราะถ้าใช่ เขาย่อมมองสถานการณ์ออก ยิ่งรู้อะไรหลายอย่างล่วงหน้า ยิ่งต้องหาหนทางรับมือได้ ไม่ใช่รอให้หายนะบังเกิด
 
ตำแหน่งผู้อำนวยการฟุตบอลของสโมสรที่พูดถึงกันมาพักใหญ่ จึงไม่ควรเป็นเรื่องที่บอร์ดบริหารปล่อยผ่าน แต่ต้องคำนึงถึงอย่างจริงจัง 
 
จะ เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ หรือ ปาทริซ เอวร่า ตามข่าวที่ปรากฏออกมา
 

ไม่เชื่อในสิ่งที่ "เอ็ด"

 
ใครก็ได้ที่มีดีเอ็นเอของ “ปีศาจแดง” ควรได้เข้ามารับผิดชอบ ดูแลเรื่องที่เกี่ยวกับฟุตบอลของสโมสรโดยเฉพาะ คอยประสานงานกับทีมโค้ช รับทราบความต้องการของพวกเขา แพ้-ชนะไปด้วยกัน ตลอดจนกุมอำนาจในการซื้อขายผู้เล่น
 
    ไม่ใช่ปล่อยให้นักธุรกิจมาตัดสินใจเรื่องฟุตบอลแบบที่เป็นอยู่นี้ 
 
ขอบคุณบทความจาก เปาผี

© All Rights Reserved, Manu.in.th