5 ปัญหาใหญ่ “โซลชาร์” ต้องรีบแก้ไขก่อนจะสายเกินไป

 

การคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ เริ่มเผยให้เห็นถึงสถิติที่เลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการคว้าชัยชนะเกมเดียวจาก 4 นัดแรก ซึ่งเป็นการออกสตาร์ทที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบ 27 ปีของสโมสร, การไร้ชัยในเกมเยือนนับตั้งแต่ได้งานแบบถาวร และการเก็บคลีนชีทได้เกมเดียวจาก 19 นัด เป็นต้น และต่อไปนี้คือ 5 ปัญหาใหญ่ที่พวกเขาต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน
 

 
1. การออกสตาร์ทที่ติดๆ ขัดๆ
 
ยูไนเต็ดเก็บได้เพียง 5 คะแนนจาก 4 เกมแรก และ 3 แต้มในนั้นก็มาจากนัดถล่มเชลซี 4-0 ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ที่ซึ่งทีมเยือนก็มีโอกาสมากมายเช่นกัน แต่ทำกันไม่ได้
 
ครั้งสุดท้ายที่ยูไนเต็ดออกสตาร์ทฤดูกาลได้เลวร้ายกว่านี้หลังผ่าน 4 เกมแรกต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 1992-93 ตอนที่เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันเก็บได้เพียง 4 คะแนน
 

 
2. หายนะเมื่อเล่นเกมเยือน
 
แม้ดาเนี่ยล เจมส์จะระเบิดฟอร์มยิงประตูที่ 3 ในรอบ 4 เกม แต่ยูไนเต็ดก็ต้องผิดหวังอีกครั้งเมื่อมาโดนเซาแธมป์ตันตามตีเสมอ 1-1
 
ผลการแข่งขันดังกล่าวทำให้เกิดสถิติที่ไม่น่าพึงประสงค์สำหรับโซลชาร์ ที่ไม่สามารถนำยูไนเต็ดคว้าชัยชนะได้แม้แต่เกมเดียว ยามต้องเล่นเกมเยือน นับตั้งแต่เซ็นสัญญาคุมทีมแบบถาวร
 
หนสุดท้ายที่พวกเขาทำได้คือเกมแชมเปี้ยนส์ ลีกรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่บุกเชือดปารีส แซงต์-แชร์กแมงถึงกรุงปารีส แต่ฟอร์มเกมเยือนของพวกเขานับจากนั้นถือเป็นหายนะอย่างแท้จริง
 
พวกเขายังมีปัญหาเรื่องเกมรับยามต้องออกไปเล่นนอกบ้าน หลังทีมของโซลชาร์เสียประตูตลอดเกมเยือน 10 นัดหลัง และหนสุดท้ายที่เก็บคลีนชีทเกมเยือนได้คือนัดบุกเอาชนะเชลซี 2-0 ในเอฟเอ คัพ
 
การไร้ชัยเกมเยือน 8 นัดติดต่อกันในทุกรายการ ยังเป็นสถิติที่ย่ำแย่ที่สุดของพวกเขานับตั้งแต่ปี 2014 อีกด้วย
 

 
3. แนวรับที่อ่อนยวบ
 
แม้จะเปิดสนามด้วยคลีนชีท แต่หลังจากนั้นอีก 3 เกมต่อมา ยูไนเต็ดเสียประตูทั้งหมด
 
แน่นอนว่าการย้ายเข้ามาของแฮร์รี่ แม็คไกวร์ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แนวรับของทีม แต่ยูไนเต็ดก็ยังคงเสียประตูแบบไม่น่าเสียอยู่ตลอด
 
วิคเตอร์ ลินเดเลิฟคู่หูของแม็คไกวร์อาจทำได้ดีในเรื่องของการครองบอล แต่ลูกกลางอากาศกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก หลังมีจังหวะโหม่งแพ้และทำทีมเสีย 2 ประตูสำคัญ
 
มันชัดเจนแล้วว่าใครคือคู่ปราการหลังตัวเลือกแรกของโซลชาร์ แต่เขาก็ดันดาวรุ่งอย่างอเซล ตวนเซเบ้ขึ้นมาเป็นตัวเลือกอันดับที่ 3
 
ความจริงที่โหดร้ายก็คือยูไนเต็ดเก็บคลีนชีทได้เพียงเกมเดียวจาก 19 นัดหลัง และความหวังไปเล่นฟุตบอลยุโรปฤดูกาลหน้าก็คงมะลายหายไปหากยังไม่แก้ไขในจุดนี้
 

 
4. ปิดเกมไม่ลง
 
เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มีความสามารถอย่างยิ่งในการปิดเกมที่มีสกอร์นำแบบสบายๆ และเรื่องดังกล่าวก็ช่วยให้เขาพาทีมคว้ากวาดแชมป์ได้มากมาย
 
ทว่ายูไนเต็ดหลังยุคของเฟอร์กูสันกลับเปราะบางและมักเสียประตูง่าย ไม่เหมือนอย่างสมัยของอดีตบรมกุนซือแห่งถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดเคยฝากผลงานอันเอกอุไว้
 
ไม่เพียงแต่ปัญหาเรื่องการเข้าทำ ยูไนเต็ดยังต้องทำให้มั่นใจว่าเมื่อยิงประตูได้ พวกเขาต้องปิดเกมให้เป็น แต่ในยุคของโซลชาร์ ปัญหาเรื่องเกมรับหยั่งรากไปลึกเสียเหลือเกิน
 
นั่นทำให้พวกเขาคว้าชัยชนะได้เพียง 3 นัดจาก 16 เกม และทำแต้มหล่นในเกมกับวูล์ฟส์และเซาแธมป์ตันทั้งที่พังประตูขึ้นนำได้ก่อน
 
สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดก็ดูไม่เป็นป้อมปราการเหมือนเคยอีกแล้ว เพราะสโมสรต่างๆ เข้ามาตั้งเกมรับและมักเก็บแต้มออกไปได้เสมอ
 

 
5. ขาดสัญชาตญาณในการทำประตู
 
ยูไนเต็ดยิงประตูได้เกิน 1 ลูกเพียง 3 ครั้งใน 16 นัดหลังสุด ทีมของโซลชาร์ขาดความคิดสร้างสรรค์และไม่ใช่นักฆ่ายามอยู่หน้าปากประตู
 
แฟนบอลมากมายพากันยินดีกับการขายโรเมลู ลูกากู แต่อย่างน้อยเขาคือคนที่การันตีการทำ 15 ถึง 20 ประตูได้ในทุกฤดูกาล
 
ในตอนนี้ภาระการทำประตูจึงมาตกที่มาร์คัส แรชฟอร์ด และอ็องโตนี่ มาร์กซิยาล แต่แรชฟอร์ดเองก็ถูกวิจารณ์ว่าใช้โอกาสเปลือง
 
ด้านมาร์กซิยาลที่ทำไป 2 ประตูในพรีเมียร์ ลีกฤดูกาลนี้ก็มาได้รับบาดเจ็บไปเสียอีก
 
นั่นทำให้โซลชาร์เปรยว่าจะดันเมสัน กรีนวู้ดมาลงสนามเป็นตัวจริง หลังดาวเตะวัย 17 ปีทำผลงานน่าประทับใจตอนถูกเปลี่ยนตัวลงสนามในเกมที่เซนต์ แมรี่
 
อย่างไรก็ตามทั้งเกมรุกและเกมรับที่มีปัญหาทำให้พวกเขาเก็บชัยชนะด้วยระยะห่างเกิน 1 ลูกได้เพียงหนเดียวนับตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคมเป็นต้นมา
 
แนะนำการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ฟรีๆ คลิกที่ลิ้งเลยครับ https://rebrand.ly/hiachai

© All Rights Reserved, Manu.in.th