อดีตที่เกือบลงเหวของBissaka และความสำเร็จจากสถาบันครอบครัว

 

กว่าจะได้ย้ายมาสู่สโมสรใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด.. นี่คือLocal Heroของลอนดอนใต้ ที่ตอนวัยรุ่นเกือบจะเสียคน แต่ได้ครอบครัวช่วยดึงเอาไว้
 
เด็กหนุ่มผู้เติบโตมาจากNew Addington,Croydon ย่านลอนดอนใต้ ซึ่งถือว่าเป็น “เด็กถิ่นโดยกำเนิด” ของย่านนั้น ซึ่งบริเวณทางใต้ของเมืองหลวงอังกฤษที่ว่า คือสังเวียนศักดิ์สิทธิ์ของ Selhurse Park Stadium สนามเหย้าของ Crystal Palace นั่นเอง คืออยู่แถบCroydonแท้ๆ หากให้เปรียบเทียบง่ายๆ เจ้าหนูนี่คือเด็กบ้านอยู่แถบๆพระราม4ไม่ก็อยู่โซนใกล้ๆคลองเตย แล้วโตมาเล่นอะคาเดมี่ของทีมการท่าเรือนั่นแหละ
 
ดังนั้นจะบอกว่า เราไปฉกLocal Heroของเค้ามาก็คงจะไม่ผิดนัก
 

 
เด็กน้อยคนนี้ได้รับการศึกษาเบื้องต้นจากThe Good Shepherd Catholic Primary School ซึ่งจากการเช็คในแมพแล้ว โรงเรียนนี้อยู่ใจกลางกรุงลอนดอน ไม่ได้อยู่โซนใต้ แต่เมื่อพออายุถึง11ปี ในที่สุดเค้าก็ได้เข้าสู่ระบบอะคาเดมี่ของสโมสรCrystal Palaceในที่สุด
 
จากบทสัมภาษณ์ปฐมฤกษ์ครั้งแรกของเขาที่ทุกคนหาอ่านได้จากแหล่งหลักๆทั่วไปแล้วนั้น ยังมีสิ่งที่เขาและ”ครอบครัวบิสซาก้า”ได้คุยกับThe Guargian The Sun และอีกหลายๆสำนักเอาไว้ในตอนที่ได้ทำความรู้จักถึงปูมหลัง และพูดคุยกับบิสซาก้าอีกว่า
 
“โห ผมนี่สมัยวัยรุ่นนี่ถือว่าเป็นเด็กเสเพลสุดๆ อะไรๆที่เค้าทำกัน ทั้งจ๊าบและไม่จ๊าบ ผ่านมือผมมาหมดแล้ว ซึ่งบอกเลยว่าช่วงนั้นอนาคตมืดมนมากๆ แต่สุดท้ายคนที่ดึงผมออกจากมุมมืดก็คือเหล่าสต๊าฟฟ์ต้นสังกัดพาเลซ และพ่อของผม Ambroiseนี่แหละที่ช่วยชีวิตวัยรุ่นของผมเอาไว้”
 

 
จากการหาข้อมูลเพิ่มเติม ช่วงนั้นบิสซาก้ามีปัญหามากจริงๆตามประสาเด็กๆวัยรุ่นอายุ14ตอนนั้นคือหนักมากๆ วินัยไม่มี ระเบียบความรับผิดชอบไม่ได้ กินแบบผิดๆไม่ควบคุมอาหาร ออกไปเที่ยวเล่น มาซ้อมสาย จนต้นสังกัดเองก็ไม่เอาแล้ว สืบค้นมาเพิ่ม สาเหตุเบื้องต้นก็คือในตอนนั้นตามประสาเด็กๆ เจ้าอารอนซึ่งมีอีโก้เล็กๆตอนเด็กๆนั่นเขาพูดประมาณว่า ผมว่าผมเก่งกว่าคนอื่นๆนะ แบบที่เด็กผู้ชายชอบโม้ขิงใส่กัน ซึ่งนั่นมันทำให้ผู้ปกครองเด็กๆเหล่านั้น(ซึ่งเล่นกากกว่าอารอน)พาลไม่ชอบสิ่งที่เด็กคนนี้พูด พวกเขาจึงเรียกผู้จัดการทีมเยาวชนมาและให้อารอนตกลงไปอยู่แค่ม้านั่งสำรอง..
 
ซึ่งนั่นแหละทำให้สภาพจิตใจของเด็กคนนี้เปลี่ยนไปเลยคือ ออกจากบ้านไปแล้วก็ไม่ไปซ้อม ไปทำเรื่องอื่นๆแทน เสียสมาธิ และแทบจะไม่เอาแล้ว (เอาจริงๆแล้วบิสซาก้าก็ไม่ได้ผิดอะไรเลย ถือว่าน่าเห็นใจอยู่ที่โดนกระทำลักษณะนี้ จะออกนอกลู่นอกทางก็ไม่แปลกเลย)
 

 
สุดท้ายได้พ่อของเขานั่นแหละที่มาฉุดเอาไว้ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางมากกว่านี้ จนในที่สุดก็ได้เป็น 0.012%เด็กอะคาเดมี่อังกฤษทั้งหมดที่ได้ขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีกสำเร็จ
 
“เขาคือแสงสว่างนำทางของผมด้วยคำที่ว่า จงทำงานหนักเข้าไว้ แล้วทุกอย่างมันจะดีขึ้นตามมาเอง”
 
เขาบอกกับThe Guardianเอาไว้ตอนที่ไปเยี่ยมโรงเรียนเก่าสมัยเด็กๆที่The Good Shepherd Catholic Primary School และเขาบอกว่า การย้ายมาจากพาเลซไปสู่แมนยูไนเต็ด คือสิ่งที่ครอบครัวของเขาสามารถภูมิใจได้เลย
 
“ผมรู้ได้เลยว่าผมทำให้พวกเขาภูมิใจแค่ไหนกับการตัดสินใจย้ายครั้งนี้ อย่างไรก็ตามการผจญภัยใหม่เริ่มต้นแล้ว และผมจะลุยกับมันต่อไป” อารอนกล่าวกับเว็บไซต์officialของแมนยูไนเต็ด
 


 
“พวกเราครอบครัวมีกันและกัน และเราร่วมกันตัดสินใจในทุกๆอย่าง ผมว่าพวกเขารู้ดีว่ามันเหมาะสมกับผมที่สุด และนี่ก็คือการตัดสินใจที่ว่านั่น มันเป็นช่วงเวลาที่ดีและพิเศษมากๆมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่เรามาจากไหน คุณรู้ดีว่ามันยากลำบากเพียงไหนจนมาถึงตอนนี้ มันจึงเป็นความรู้สึกที่ดีเอามากๆเลยล่ะ”
 
ซึ่งสาเหตุที่เล่าถึงปูมหลังที่ว่านี่นั้น นอกจากที่เราจะได้รู้แบ็คกราวน์เขาแล้วว่าเติบโตมาจากที่ไหน และก็มีการปลูกฝังการเชียร์แมนยูไนเต็ดมาตั้งแต่เด็ก (เรียกง่ายๆว่าแอบมีเชียร์แมนยูนั่นแหละ) อย่างที่เราเห็นกันในภาพวัยเยาว์ของบิสซาก้าแล้วว่า ใส่เสื้อแมนยูถ่ายรูปร่วมกับพี่ชายที่โตกว่า4ปี และกับครอบครัวของเขาที่อยู่ด้วยกันมาจนถึงตอนกระทั่งเปิดตัวนั่งเซ็นสัญญากับสโมสร อารอนก็มีการสนับสนุนของครอบครัวที่อบอุ่นอยู่เสมอ ซึ่งมันคือพื้นฐานสำคัญที่หล่อหลอมบิสซาก้าเติบโตขึ้นมาได้
 

 
รูปที่เปิดเผยมาในวัยเด็กนั้นคือรูปที่เขาถ่ายกับครอบครัวในสีเสื้อแมนยูไนเต็ดดังที่เห็น ร่วมกับพ่อของเขาAmbroise แม่ของเขา Elizabeth พี่ชายKevinที่ว่าแก่กว่า4ปี ซึ่งเขาเปิดเผยให้กับทางทีมงานสัมภาษณ์เมื่อต้นปีตอนไปเยี่ยมที่บ้านพวกเขา และครอบครัวบิสซาก้าก็โชว์ตู้กระจกที่แตกอยู่ตรงมุมห้องเพราะอารอนเตะบอลไปโดนจนพังนั่นเอง ซึ่งAmbroiseเผยสาเหตุที่เขายังคงไม่ซ่อมตู้กระจกอันนั้น เพราะว่าเขาได้บอกกับอารอนว่า
 
“ลูกเอ๋ยพ่อไม่โกรธหรอก แต่พอโตขึ้นแล้ว ค่อยซื้อมาให้พ่อใหม่แล้วกันนะ ^^”
 
คุณพ่อจึงบอกอีกว่า “เนี่ยนะ ตั้งแต่ป๋ายังหนุ่มๆจนตอนนี้ก็ยังไม่ได้ซ่อมมันเลย เพราะผมรอมันนี่แหละ”
 

 
“บางทีเขาก็เล่นในสวน บางทีก็เตะในบ้าน แล้วก็ทำทุกอย่างในห้องนั่งเล่นแตกหมด!”
 
หลังจากที่การซื้อขายเสร็จสิ้น ทำให้ลูกชายเขากลายเป็นหนึ่งในดาวรุ่งอายุน้อยที่น่าสนใจที่สุดในพรีเมียร์ลีก หลังจากที่เมื่อสิบสี่เดือนก่อนที่เขาย่ำแย่จากการบาดเจ็บหนักในการเจอกับท็อตแน่ม การจะพูดว่าดาวรุ่งวัย21ปีคนนี้จะแจ้งเกิดนั้นคือคำกล่าวที่น้อยกว่าความเป็นจริง เพราะว่าเขามีสถิติระดับท็อปชาร์ตของผู้เล่นตำแหน่งป้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟูลแบ็ค ด้วยสถิติแทคเกิลมากที่สุด และถูกตามล่าตัวโดยทีมยักษ์ใหญ่ซึ่งรวมถึงแมนเชสเตอร์ทั้งสองสีด้วย
 

 
ดูเหมือนจะไม่มีอะไรทำให้เขากลัวได้เลย และเควินพี่ชายของเขาได้เล่าให้ฟังว่า “ตอนที่อารอน5ขวบ เราเล่นกันที่สวนสาธารณะฝั่งตรงข้ามถนน เขาไร้ความกลัวโดยสิ้นเชิง .. เด็กโตกว่าเขาไม่ยอมให้เขาเล่นแต่ว่า ผมอยู่ที่นั่นและเอาเขามาเล่นด้วย ซึ่งอารอนโชว์ทักษะให้ทุกๆคนทึ่งและตื่นเต้นกันเลยทีเดียว เพราะว่าเขาเล่นกับเด็กที่โตกว่า มันจึงทำให้เขาไม่กลัวใครๆ”
 
ก็เหมือนเรื่องราวความสำเร็จทั่วๆไปที่ความสำเร็จนั้นมาจากการทุ่มเทมาเป็นพันเป็นหมื่นชั่วโมง และด้วยสถาบันครอบครัวที่อบอุ่น ครอบครัวWan-Bissakaทำให้ฝันนี้เป็นจริงได้ .. คุณพ่อAmbroise เคยกลับไปสู่หมู่บ้านท้องถิ่นเขาที่คองโก (อารอนมีเชื้อสายคองโก จึงเคยเล่นให้ทีมคองโกตอนยุคเยาวชน) ก่อนที่จะออกมาเพราะมีสงครามแยกประเทศในปี1997 หลังจากนั้นบ่อยครั้งที่เขามักจะต้องยกเลิกงานทำความสะอาดของตนบ่อยๆเพื่อนำลูกสองคนของเขาไปซ้อม
 
Wan-Bissaka เล่าให้ฟังถึงบุญคุณของคุณพ่อผ่านในรายละเอียดหลายๆส่วนของการสัมภาษณ์เรื่องของการก้าวขึ้นมาสู่แนวหน้าว่ามันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลย ดังเช่นที่กล่าวมาแล้วว่าเขาเกือบจะถูกปล่อยตัวออกตอนอายุ14 ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากจริงๆที่Ambroiseเล่าให้ฟังถึงเหตุเริ่มต้นที่เกิดขึ้นและเกือบจะทำให้ลูกชายของเขาต้องออกจากพาเลซ
 
“มันก็ลำบากเหมือนผู้ปกครองทั่วๆไปนั่นแหละ ผมนี่ไม่ค่อยได้นอนเลย” ชายวัย57ปีได้กล่าวเอาไว้
 
และเรื่องราวทั้งหมดนี้ คือปูมหลังวัยเด็กของ Aaron Wan-Bissaka เด็กหนุ่มจากลอนดอนใต้ ผู้ซึ่งชีวิตก็ผ่านอุปสรรค และเกือบจะเสียคนไปแล้ว แต่สุดท้าย เขาก็ได้ใช้ชื่อว่าเป็น “นักเตะของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด” สิ่งที่ตัวเขาเองพูดว่า มันคือเรื่องพิเศษจริงๆที่คนจะได้ใช้คำสรรพนามเช่นนี้ .. นั่นแปลว่า อารอนรู้ถึงคุณค่าและเคารพการได้เป็นนักเตะของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นอย่างดี นั่นแปลว่าเราเซ็นสัญญาถูกคนแล้ว และความสำเร็จทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นในวันนี้นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากสถาบันครอบครัวที่อบอุ่นและเข้มแข็งของWan-Bissaka อย่างแท้จริงที่อยู่เคียงข้างกันเสมอตลอดเวลา ตั้งแต่เด็ก จนโต อยู่ด้วยกัน ผ่านเรื่องเลวร้ายด้วยกัน ช่วยกันคิด ตัดสินใจ และในที่สุดความฝันของครอบครัวที่มีใจเชียร์แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดมาตั้งแต่สมัยก่อนนั้น จึงได้เป็นความจริงในที่สุด
 
นักฟุตบอลที่มีพื้นฐานครอบครัวที่ดีเช่นนี้ ผมเชื่อว่าเขาจะต้องประสบความสำเร็จได้ในระยะยาวอย่างมั่นคง ไม่หลงระเริงไปกับสิ่งต่างๆจนทำให้เขาเดินทางผิดแน่นอน
 
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้นักเตะที่ดีมากๆมาร่วมทีมแล้ว ดีใจได้เลย
 

ขอบคุณบทความจาก
ศาลาผี

© All Rights Reserved, Manu.in.th