ผู้เขียน หัวข้อ: สู้ต่อหรือพอแค่นี้?  (อ่าน 381 ครั้ง)

admin

  • Administrator
  • Newbie
  • *****
  • กระทู้: 20
    • ดูรายละเอียด
สู้ต่อหรือพอแค่นี้?
« เมื่อ: ธันวาคม 12, 2017, 04:52:21 pm »

สาวก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผิดหวังไปตามๆกันหลังการปราชัยให้กับเพื่อนบ้าน ‘น่ารำคาญ’ อย่าง ซิตี้
การเจอกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หนนี้มีความหมายมากกว่าศักดิ์ศรี, แพ้-ชนะ เพราะเกมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมามีเรื่องของ ‘แชมป์’ เขามาเอี่ยว

ใช่ หลายคนคิดว่าโปรแกรมการแข่งขันยังดำเนินมาไม่ถึงครึ่งทางด้วยซ้ำไป จะถอดใจไปก่อนทำไม แต่หากดูจากรูปเกมที่ออกมาก็ต้องบอกว่า แมนฯ ซิตี้ ในปีนี้ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า แข็งแกร่งเกินห้ามใจจริงๆ

จากเกมที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด นัดล่าสุด ได้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้ง กับการครองบอลที่เหนือกว่า ปิศาจแดง อย่างชัดเจน รวมไปถึงการต่อบอลและจังหวะเข้าทำที่จะแจ้ง ดุดัน และหวังผลได้ดี

แดนกลางที่เป็นจุดสำคัญนั้น ทีมเรือใบสามารถครองเกม, ต่อบอล และทะลุทะลวงได้ดีกว่าโดยอาศัยนักเตะทักษะสูงอย่าง เควิน เดอ บรอยน์ และ ดาบิด ซิลบา ในการกระชาก, ปั่นป่วน และ ครองบอลไปข้างหน้า

โดยเฉพาะดาวเตะทีมชาติสเปนที่อายุอานามอาจจะปาไปเลขหลัก 3 แต่ดูจากผลงานในนัดล่าสุดที่เขาทำออกมาก็อดที่จะยกนิ้วให้ไม่ได้

การครองบอลของ ซิลบา ถือเป็นจุดเด่นในการเล่นของเขาอยู่แล้ว ครอบครองบอลได้เหนียวแน่น, ติดเท้า และไปกับบอลได้ดี ซึ่งเราจะได้เห็นในหลายๆจังหวะ ที่เขาสามารถแหวกการกดดันของนักเตะ ยูไนเต็ด

นี่แหละ ในวันที่ไม่มี ปอล ป็อกบา อะไรหลายๆอย่างได้ขาดหายไป สิ่งสำคัญคือเรื่องของพลังการขับเคลื่อนและเข้าปะทะกับแดนกลางคู่แข่ง รวมไปถึงจังหวะสร้างโอกาส ที่โชเซ่ มูรินโญ่ เคยบอกไว้ก่อนเกมว่าไม่มีนักเตะแดนกลางคนไหนทำได้แบบที่ ป็อกบา ทำ

นั่นคือความแตกต่างชัดเจนที่เกิดขึ้น นอกจากนั้น ‘เป๊ป’ ยังอาศัยการบี้เร็วด้วยการสั่งให้ วิงแบ็ก ทั้งสองฝั่งเข้ากดดันปีกของ ยูไนเต็ด เสมอยามที่เจ้าถิ่นพยายามจะโต้กลับ ไม่ต่างไปจาก โรเมลู ลูกากู ที่จะโดน นิโกลัส โอตาเมนดี้ และ แว็งซ็องต์ ก็องปานี เข้ามาสลับกันบีบกดดันอยู่เสมอในครึ่งแรก ก่อนที่ครึ่งหลังจะเปลี่ยนจาก ก็องปานี เป็น เอเลียควิม ม็องกาล่า ผลงานก็ไม่ได้แตกต่างกัน

แผนที่ ซิตี้ เตรียมมาถือว่าได้ผล แดนกลางของ ยูไนเต็ด ไม่สามารถครองบอลให้อยู่กับเท้าได้เลย หรือถ้าหากสามารถเอาตัวรอดออกมาได้ก็จะมี แฟร์นานดินโญ่ และบรรดากองหลังที่จะคอยตามและกดดันไม่ให้ ปิศาจแดง ทำได้อย่างใจคิด

ส่วนแนวรุกของทีมเยือนก็พร้อมลงมาช่วยบีบกดดันตั้งแต่หน้าเขตโทษไล่ลงมาถึงแดนกลาง ทำให้การออกบอลหรือช่องทางการลำเลียงของ ยูไนเต็ด ดูจะติดขัดและเหลือน้อยลง

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นและมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากนัดล่าสุด ที่ต้องยอมรับว่า ปิศาจแดง เป็นรอง เรือใบสีฟ้า อย่างชัดเจน

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคงเป็นเรื่องหลังจบเกมที่แฟนบอล ยูไนเต็ด ทั้งไทย และ เทศ ออกมาให้ทรรศนะกันมากมายถึงเกมนัดล่าสุด

หลายคนสู้ต่อ

หลายคนก่นด่า (เข้าใจความรู้สึกเพราะรูปเกมมันสู้ไม่ได้จริงๆ)

หลายคนให้กำลังใจ

หลายคนจ้องเล่นงานไปที่รายบุคคล โดยเฉพาะ มูรินโญ่ และ ลูกากู

หลากหลายความเห็นที่เกิดขึ้นล้วนแล้วมาจากอารมณ์ส่วนตัว หลายคนติเพื่อก่อ หลายคนเปิดประเด็นได้น่าสนใจ และหลายคนทำไปเพื่อระบายสิ่งที่อัดอั้นมาตลอดทั้ง 90 นาที

11 คะแนนที่ตามหลัง หากมองในมุมทฤษฎีแล้วโอกาสยังเหลืออีกมากมาย แต่หากมองจากผลงานและวิธีการเล่นของ ซิตี้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องทียากกว่า ‘เข็นครกขึ้นภูเขา’

แต่ฟุตบอลคือการต่อสู้ ในเมื่อยังเหลือเกมให้ลงสนามอีกมากมาย การถอดใจในตอนนี้คงไม่ใช่วิถีทางของมืออาชีพ และสโมสรอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

มันอาจจะเป็นเรื่องเพ้อฝันและน่าหัวร่อของทีมอื่นๆ แต่นั่นแหละหากคนเราไม่มีความฝันและจุดหมายในชีวิต ก็คงเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ และต้องขอถามกลับคนที่นั่งหัวเราะว่า ‘พวกคุณมีชีวิตเพื่ออะไรกันแน่?’

แน่นอนว่า ไม่ได้มั่นใจถึงการแซงเข้าป้ายในท้ายซีซั่น แต่ก็อย่างที่เรียนไป อย่างน้อยๆก็อยากเห็นนักเตะของเราสู้อย่างเต็มที่และไม่ให้ แมนฯ ซิตี้ คว้าแชมป์ไปแบบแบเบอร์

ถึงตรงนี้ก็ต้องมาถามสาวก ปิศาจแดง กันเองแล้วล่ะว่า

หลังจบเกมนัดล่าสุด

พวกคุณจะสู้ต่อหรือพอแค่นี้?